บทความล่าสุด
บทความยอดนิยม
บทความที่เกี่ยวข้อง

Aesthetic Complications Specialist

โดย: Somnuk Amornsiripanitch, M.D.

มีแพทย์ผิวหนังรุ่นน้องหลายท่านมาขอคำปรึกษา เรื่องที่ว่า เขาหาตัวเองไม่เจอ ในสายงานอาชีพการเป็นหมอผิวหนังของเขา เบื่อและหมดอาลัยและหมดศรัทธาในอาชีพของตน อยากขอกำลังใจจากผม
สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะแพทย์ผิวหนังที่จบมาเหล่านั้นไม่ได้รับการสอนในระหว่างเรียนเกี่ยวกับเรื่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม คือ เรื่องการให้บริการการรักษาเกี่ยวกับความงามหรือที่เรียกกันให้เกร่อว่า Aesthetic Medicine

ข้อเท็จจริงก็คือ Aesthetic Medicine เป็นเรื่องที่ครอบคลุมกว้างมาก มีเนื้อหาทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง เป็นทั้งของใหม่และของเก่า การฝึกอบรมจริงๆให้ได้ความรู้ให้ถูกต้องสมบูรณ์แทบไม่มีในหลักสูตร ได้แต่เก็บตกตามงานประชุมของบริษัทเครื่องมือแพทย์ และการประชุมที่หลอกเก็บเงินชาวบ้านกัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่การรักษาทาง Aesthetic Medicine ย่อมจะไม่ได้ผลตามที่ต้องการและนอกจากนั้นยังทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีกด้วย เช่น
- การติดสเตียรอยด์
- ปัญหาหน้าบางจากกรดวิตามินต่างๆ
- รูขุมขนกว้างจากการถูกกดสิว
- ผิวแพ้ง่ายเพราะสูญเสียผิวเคลือบชั้นบน
- ผิวหย่อนคล้อยเพราะฉีด Botox ที่กรามมากเกินไป
- การบวมและช้ำจากการฉีด Filler
- ผิวไหม้จากการใช้แสงเลเซอร์รุนแรงเกินไป
- ฝ้าลุกลามและมีตะกอนสีจากการทาสารไฮโดรควิโนนมาก เป็นต้น

แพทย์ผิวหนังที่มีความรู้พื้นฐานมากๆ ก็ปฏิเสธที่จะสนใจในเรื่องรวบรวมความรู้เรื่อง Aesthetic Medicine ให้ถูกหลักเกณฑ์และนำมาสอนให้ถูกต้อง เพราะ หลงตนว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่มีกิเลสมากๆ โดยลืมนึกไปว่า มันเป็นเพียงวิวัฒนาการของความรู้ในวิชาผิวหนังเท่านั้นเอง
หากลองพิจารณาดูว่า ในยุคที่เราเริ่มต้องทำงานเลี้ยงชีพด้วยการเกษตร เราก็ต้องติดเชื้อรา แพทย์ผิวหนังก็ต้องเปิดแขนงเรื่องการติดเชื้อเข้ามาในหลักสูตร ต่อมาเป็นยุคที่เป็นอุตสาหกรรม มีการใช้สารเคมีมาก แพทย์ผิวหนังก็ต้องเพิ่มความรู้ทางด้านภูมิแพ้และสารระคายเคืองเข้ามาในหลักสูตร แม้แต่การขายบริการทางเพศที่มีแพร่หลายมากขึ้นแพทย์ผิวหนังในยุคนั้นก็ต้อง เน้นศึกษาและให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อเหล่านี้รวมทั้ง เชื้อ AIDS ดังนั้นในเมื่อสังคมปัจจุบันมีการบริโภคความงามกันมาก ที่เราเรียกว่า Aesthetic Medicine ก็ย่อมจะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้นเป็นเงาตามตัว แน่นอนที่การให้บริการทางความงามที่ถูกต้องเป็นเรื่องจำเป็น แต่ย่อมหลีกเลี่ยงและปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลข้างเคียงของการได้รับบริการทางด้าน Aesthetic Medicine ย่อมมีมาก ดังนั้นแพทย์ผิวหนังในยุคนี้จึงต้องดูแลเรื่อง Aesthetic Complications ซึ่งอาจจะเรียกแขนงวิชานี้ว่า Aesthetic Complications Specialist (ACS) ก็ได้
เมื่อทำความเข้าใจกับแพทย์ผิวหนังรุ่นน้องที่มีหัวใจเป็นแพทย์จริงๆ ก็เริ่มเห็นว่า เขาคลายความเครียดลงไป ผมจึงสำทับเพิ่มว่า แต่อย่างไรเสียจุดเริ่มต้นต้องถูกคือ ห้ามเป็นตัวการของ Aesthetic Complications เสียเอง แม้จะมีแพทย์มากมายที่อวดตัวว่าเป็น Aesthetic Medical Specialist สร้างความเสียหาย (Complications) มากมายแต่ก็ไม่มากเท่า แพทย์ที่เป็นหมอผิวหนังเป็นผู้ทำให้เกิดกับมือเองด้วยความตั้งใจเพราะ เราน่าจะเป็นผู้ช่วยแก้ไขความเสียหายนั้นจึงจะถูกต้องและเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้ได้ คนอื่นที่ไม่ได้เรียนพื้นฐานของผิวมาจะไม่มีทางเข้าใจการแก้ Complications ได้ นั่นคือเหตุผล 

สรุปก็คือ ใครจะคุยว่าเป็น Aesthetic Medical Specialist ช่างเขา แต่เราหมอผิวหนังต้องเป็น Aesthetic Complications Specialist
เป้าหมายของ ACS คือ
1.    ทำให้ผิวคนไข้กลับมาสมบูรณ์และสมดุลดังเดิม
2.    อธิบายหรือ สาธยายได้ว่าทำไมถึงเกิด Complications ขึ้นมาได้
3.    ให้การรักษาด้าน Aesthetic โดยสมบูรณ์ได้ จบได้ ต่อยอดได้จริง
หากทำได้เช่นนี้จริง Aesthetic Medical Specialist ก็คือ หมอผิวหนังนั่นเองหรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นลูกศิษย์ของแพทย์ผิวหนัง
แต่ในปัจจุบันแพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่กลับทำให้เกิดปัญหา Complications เหมือนๆกันกับแพทย์ที่อ้างตัวว่าเป็นแพทย์ทางด้านความงามแต่รักษาโรคไม่ได้ เปิดคลินิกก็สู้เขาไม่ได้ เพราะใจไม่ถึง (ทุน โฆษณา ไม่กลัวบาปกรรม) พอมีคนไข้ที่มี Aesthetic Complications มาหาก็ไม่มีความรู้ความสามารถจะช่วย ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ต้องเซ็ง หมดอาลัย หาตัวเองไม่เจอ แน่นอน และเริ่มเสื่อมศรัทธาว่าที่เรียนๆมามันใช้ไม่ได้จริง
นอกจากคำอธิบายเหล่านี้แล้วก็ได้ แต่ชี้ทางสว่างแกมประชดไปว่า มีทางเลือกให้ 3 ทาง
1.    หาความรู้ที่ถูกต้องใส่ตัว แล้วสู้จริงๆเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง
2.     ตามน้ำไปกับเขา คือ เป็น Aesthetic Specialist แบบที่เขาทำกันอยู่ ลืมศักดิ์ศรีความเป็นหมอผิวหนังทิ้งไปเพราะความรู้ที่เรียนมานั้นมันล้าสมัยใช้อะไรไม่ได้ กลับเป็นตัวถ่วงเสียมากกว่า
3.    เลิกเป็นหมอ แล้วออกไปจากวงการเพราะ อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ กินตามน้ำก็ไม่เป็น

ผมก็ได้แต่หวังว่า คำชี้แจงและคำตอบที่เขาถามมาจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ใครจะไปรู้ทุกวันนี้ผมก็รู้สึกได้ว่าห่างกับพวกเขามากขึ้นไปทุกที หรือเรากำลังเดินบนถนนคนละเส้นกัน แต่เผอิญมาเจอกันตรงทางแยกเลยได้คุยกันสักพัก แล้วต่างก็ไปในเส้นทางของตนเอง ทางของผมหรือครับก็เดินไปข้างหน้าเหมือนเดิม ไม่ได้เลี้ยวไปไหนส่วนใครจะเลี้ยวตามมาก็ยินดี

 
COMMENTS / ความคิดเห็น
Comment ปิดอยู่ค่ะ หากต้องการแสดงความคิดเห็นกรุณา Post ได้ที่ Netanart Facebook Page


Medical Tools




การรักษา / Treatment




Articles

Contact Us




ตารางแพทย์




Products

Multimedia
Copyright © Netanart.com