บทความล่าสุด
บทความยอดนิยม
บทความที่เกี่ยวข้อง

ฉีดฟิลเลอร์อย่างไรไม่ให้ตาบอด

โดย: นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์

          มีข่าวมาประมาณ 1 ปีแล้วว่า มีคนไข้ในประเทศไทยที่ฉีด filler แล้วเกิดตาบอดทันที  ล่าสุดลือกันว่าเป็นรายที่ 4 และ เป็นหมอเองที่ได้รับผลข้างเคียง มีลูกศิษย์หลายๆคนกลัวและถามผมว่า อาจารย์จะป้องกันการเกิดผลข้างเคียงนี้อย่างไร
คำตอบคือ "อย่าฉีดเข้าเส้นเลือด แดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา"
หลีกเลี่ยงได้อย่างไร
         1. เข้าใจเรื่องหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา ว่ามาจากแขนงใดบ้าง โดยสรุปคือ จาก ทั้ง External and Internal carotid branch ซึ่งมาเชื่อมต่อกันที่ลูกตา เหตุที่ต้องเชื่อมกันเพราะ ดวงตาขาดเลือดไม่ได้เลย หากเลือดผ่าน internal carotid ซึ่งเป็นสายหลักไม่พอ ก็ต้องมาทาง external carotid ที่มีแขนงที่เราอาจไปเจาะถูกเข้าระหว่างที่ฉีด Filler
         2. ทำความเข้าใจว่า เส้นเลือดที่อยู่ในบริเวณที่มีเนื้อน้อยจะมีเส้นใหญ่และติดกับกระดูกมากกว่าเส้นเลือดที่อยู่ที่มีเนื้อมาก ซึ่งจะลอยตัวเพราะมีเนื้อผิวหนังพยุงไว้ ( ให้เทียบกับการเจาะ Blood Gas บน Radial artery)
        3. หากสามารถแบ่งแยกได้ว่า คนไข้คนไหนที่อาศัยเส้นเลือดแขนงที่ มาจาก external carotid มากกว่า การไหลเวียนก็จะไหลจากด้านนอกที่เราจะฉีด filler เข้าไปในลูกตามากกว่า ในคนที่โดยปกติอาศัยการหล่อเลี้ยงจาก internal carotid artery branches. (ข้อสังเกตคือ คนที่มีเส้นเลือด ดำใหญ่รอบๆตา น่าจะมีการหล่อเลี้ยงจาก external carotid arterial branches มากกว่า
       4. การใช้ Blunt canular ที่เข้าใจว่า จะ safe กว่านั้นไม่จริงเพราะผนังเส้นเลือด เป็นตัวกั้นเท่านั้น หากเรา canulate เข้าไปแล้ว canular กลับจะ ไหลลื่นเข้าไปในเส้นเลือด ได้ไกลกว่า ทำให้ การฉีด filler เข้าไปในระบบไหลเวียนได้ง่ายกว่า และไม่ผิดสังเกต เพราะหาก เป็น เข็มปลายแหลม หากโดนเส้นเลือด ด้านหนึ่ง ก็จะทะลุ ออก อีกด้านหนึ่งได้ ง่าย ก็จะเกิด รอยรั่วได้ง่ายถึง 2 เท่า ( ให้สังเกตว่า เวลาเราใส่ catherter หรือทำ intraarterial หรือ intravenous line เราจะใช้ Blunt tip เพราะ เราอยากให้เส้นนั้นอยู่ภายในไม่ทะลุออกมา หาก เราใช้ Blunt canular แล้วพลาดเข้าไป จะเกิดผลข้างเคียง 100 %) ในกรณีที่ใช้เข็มแหลม หาก จังหวะในการฉีด filler ไม่เร่งรีบ เลือด ที่รั่วก็จะทำให้ตำแหน่งที่เข็มอยู่เกิดบวมขึ้นมาอย่างรวดเร็วทำ ให้การฉีดfiller ไม่มีโอกาสเลยที่จะเข้าไปในเส้นเลือด ( กระแสไหลเวียนที่พุ่งออก มาจะผลัก ไม่ให้  สาร Filler เข้าไปในเส้นเลือด เหมือนเราพยายาม เอาของเข้าไปในท่อประปาแตก ย่อมทำไม่ได้)
        5. การใช้เข็มแหลมฉีดไม่ได้ยากอะไร เพราะเหมือนการเจาะ Blood gas บน radial artery ถ้าเข็มโดนเส้นเลือดและรั่วก็จะปูดให้เห็น ดังนั้นการฉีด filler หากฉีดเข้าไปแล้วไม่เห็นรอยปูดทันที ก็ลองถอยเข็มเพียง 1 มม. หากไม่ปูดก็ไม่ได้อยู่ในเส้นเลือดแน่นอน หากปูดก็ฉีดได้เหมือนกันเพราะ กระแสเลือดที่ปูดจะป้องสาร Filler ไม่ให้เข้าไปในเส้นเลือดได้
       6. การเดินสารให้เดินช้าๆ เพราะ เส้นเลือดแขนงที่ต่อเข้าไปใน occular artery จะ ลึก เข้าไปเพียง 1-1.5 เซนติเมตรก็จะวกเข้าสู่ retina ดังนั้นห้ามฉีดเร็วๆ (ลองฉีด filler ในอากาศดูจะรู้ว่าเร็วเท่าใด ถึงจะเห็นการไหลของ filler ออกจากเข็มเร็วเกินไปและเป็นเทคนิคที่ผิด)
       7. ไม่ควรกลัวการปูดจาก เลือด ออก ใต้ผิวหนัง ทุกครั้งที่มีการปูด คือ ความปลอดภัย รอยปูดจะหายไปใน 1-3 วัน แต่ตาบอด ไม่หายกลายเป็นบอดสนิทแน่นอน รอยเขียวก็เช่นกัน สามารถใช้ vbeam ยิงตาม ในวันรุ่งขึ้น ให้หายเร็วขึ้นได้
       8. หาก จะ compress facial artery ระหว่างที่ฉีดด้วยก็ได้ แต่มีทั้งข้อดี และข้อเสีย คือ เลือด จะไม่ออกมากให้เห็น และการใช้ blunt canular จะยิ่งมีโอกาสเข้าไปในเส้นเลือด โดยไม่รู้ตัว แต่การCompress จะทำให้ flow ช้าลง (สำหรับผม ไม่ทำแบบนี้)


หวังว่า เพื่อนแพทย์จะทำความเข้าใจและลองพิจารณาคำแนะนำนี้ เพื่อ ป้องกันผลข้างเคียงที่น่ากลัวและเพื่อไม่เกิดความเสียหายต่อวิชาชีพ และอนาคตของตนเอง ปกติเรื่องแบบนี้ผมก็ไม่อยากออกมาแสดงความคิดเห็นแต่ ม่เห็นมีใครขยายความคำว่า ระวัง ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียทีว่า ควรระวังอย่างไร หากใครจะแย้งหรือเพิ่มเติม ขอน้อมรับด้วยความยินดี เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคน


ผู้ป่วยกับผู้บริโภค
ผู้บริโภคกับผู้ป่วย แตกต่างกันอย่างไร ทำไมถึงคิดเช่นนั้น หาคำตอบได้ที่ นีตนาท คลินิก
 
COMMENTS / ความคิดเห็น
Comment ปิดอยู่ค่ะ หากต้องการแสดงความคิดเห็นกรุณา Post ได้ที่ Netanart Facebook Page


Medical Tools




การรักษา / Treatment




Articles

Contact Us




ตารางแพทย์




Products

Multimedia
Copyright © Netanart.com