Treatments
บทความล่าสุด
บทความยอดนิยม

Ulthera Fraxel Thermage


ผมไม่ใช่ศัลแพทย์ตกแต่ง ไม่ได้ทำการผ่าตัดดึงหน้า แต่ก็ต้องสนใจความรู้ทางด้านนี้เพราะ งานที่ผมทำแม้บางส่วนจะไม่เกี่ยวกับศัลยแพทย์ตกแต่ง แต่บ่อยครั้งก็มีหลายส่วนที่ค่อนข้างคาบเกี่ยวกับงานของศัลยแพทย์ตกแต่ง เช่น
1.    ต้อง ฉีด Filler และ Botox งานก็จะคาบเกี่ยวกับ การผ่าตัดเสริมจมูก การตัดถุงใต้ตา และการรักษารอยตีนกา ต้องทราบว่าเมื่อไรยังไม่ต้องใช้ศัลยแพทย์ แต่ถ้าปัญหาเลยไปถึงขั้นนั้นก็ต้องแนะนำ เพราะเราก็มีทีม ศัลยแพทย์อยู่หลายคน
2.    ต้องทำ Thermage เพราะบางคนกลัวการผ่าตัดดึงหน้าหรือที่เรียกว่า Rhytidetomy การทำ Thermage ความจริงได้ผลดีที่เดียวแต่ก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถทดแทน การทำ Rhytidectomy ได้ดังที่โฆษณา

ที่ต้องการเขียนจริงๆก็คือ เรื่อง เทคโนโลยีที่เริ่มจะทำให้การคาบเกี่ยวกับ ศัลยแพทย์มีมากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คือ
1.    เทคโนโลยีที่เรียกว่า Bodytite ซึ่งจะทำให้การสลายไขมัน รักษา Cellulite และการกระชับผิวหลังสลายไขมันได้ในคราวเดียว ดังที่เขียนบทความให้อ่านกันไป แล้ว
2.    เทคโนโลยีที่เรียกว่า Intense Focal Ultrasound Treatment ที่จะทำให้เกิดรอยหดตัวในขนาด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร คล้ายกับการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังในชั้น พังผืดที่ล้อมรอบกล้ามเนื้อ ( Superficial Musculo Aponeurotic System) เป็นจุดๆ ที่ว่าเป็นจุดๆ เพราะรอยหดตัวนี้จะเกิดเป็นระยะห่างกันประมาณ 1.5 มิลลิเมตร เรียงเป็นแนวยาว ตั้งแต่ 1.5-2.5 เซนติเมตร ซึ่งเมื่อทำความเข้าใจดูแล้วจะเหมือนการเย็บเนื้อใต้ผิวหนังจริงๆ ทั้งหมดนี้หมายความว่าแพทย์สามารถกระชับผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไปประมาณ 3-4.5 มิลลิเมตรได้ โดยไม่ต้องกรีดผิวหนังให้เป็นแผล และเย็บกระชับด้วยเทคโนโลยีไร้มีดและเข็มเย็บนี้ได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเย็บกี่จุด กี่แถวก็ได้ 

เทคโนโลยีในข้อ 2 นี้เองเป็นหัวใจของบทความนี้ ชื่อที่เรียกกัน คือ Ulthera ซึ่งใครเก่งภาษาอังกฤษก็หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก web page ต่างๆ ส่วนชั้นของผิวหนังที่เกิดการเย็บด้วยเทคโนโลยีนี้ก็มีชื่อที่เรียกได้สั้นๆ ว่า SMAS เมื่อใช้เทคโนโลยีตัวนี้แล้วก็จะทำให้เกิดการดึงหน้าได้จริงๆ ความคล้ายกันของเทคโนโลยีนี้กับการดึงหน้าที่เรียกว่า Rhytidectomy ของศัลยแพทย์ตกแต่งจึงน่าตื่นเต้นและคาดว่าจะเป็นที่นิยมในหมู่คนไข้และ แพทย์ที่เชื่อเรื่องการดึงหน้า แต่ยังไม่อยากดึงหน้าหรือ ชะลอการดึงหน้าได้ดีกว่า การใช้ Thermage ซึ่งมีหลักการทำงานที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ดีจากการที่ได้ลองใช้ เครื่องแล้ว ผมคิดว่า การพยายามเปรียบเทียบ Ulthera กับ Thermage นั้นทำไม่ได้ เพราะ การทำงานคนละแบบ ไม่ขัดกัน แต่จะช่วยเสริมกัน

ก่อนนั้นการทำ Thermage ดูเหมือนเราจะคาดเดาผลได้ยากมาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ เราไม่เข้าใจกายวิภาคของผิวหน้าในแต่ละชั้นว่ามีความสำคัญกันอย่างไร ซึ่งการสูญเสียโครงสร้างในชั้นผิวต่างๆเหล่านี้ในแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน บางคนจึงได้ผลดีมากเมื่อทำ Thermage แต่มีคนจำนวนมากเสียเงินฟรีเพราะทำ Thermage แล้วไม่ได้ผล (ผมไม่ได้ทำ Thermage เลยในช่วงนั้นเพราะเหตุผลนี้)  ต่อมาจึงเข้าใจได้ว่าสำหรับผู้ที่มีปัญหาการสูญเสียความสมบูรณ์ของโพรงขนที่ เป็นแกนยึดของ Collagen ทั้งในแนวนอนและแนวตั้ง จะต้องได้รับการแก้ไขเรื่องนี้เสียก่อนจึงจะตอบสนองต่อ Thrermage ซึ่งการแก้นั้นทำได้ด้วย Fraxel Restore และเมื่อได้เข้าใจและทำการรักษาเป็นขั้นตอนคือ ทำ Fraxel เสียก่อนแล้วจึงทำ Thermage ก็ทำให้ได้ผลทุกราย
อย่างไรก็ดีการแก้ปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของ โพรงขนและCollagenที่ยึดรอบๆโพรงขนนี้ Fraxel สามารถช่วยได้ในระดับความลึกเฉพาะผิวหนังชั้นที่ไม่ลึกกว่า 1.5 มิลลิเมตรเท่านั้น
ในความลึกระดับที่ลึกกว่า 1.5  มิลลิเมตรนั้นเป็นชั้นไขมันที่มีเยื่อ คอลลาเจนในแนวตั้งและในแนวนอนโยงใยลงไปติดกับชั้น SMAS ที่ห่อรัดรอบกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆบนใบหน้าเราเช่น กล้ามเนื้อ Masseter ที่ยึดระหว่างกรามล่างและกรามบนที่เราใช้เวลาเคี้ยว Steaks และกล้ามเนื้อที่ขมับที่ทำงานหดเกร็งเวลาเคี้ยวอาหารเหมือนกัน โดยจะสังเกตการหดตัวตั้งแต่เหนือหางคิ้ววกลงมาถึงกระดูกโหนกแก้มทั้งสองข้าง ลองดูภาพบริเวณที่เราต้องอาศัย SMAS ในการยึดผิวหนังชั้นที่ลึกกว่า 1.5 มิลิเมตร




     เมื่อเป็นเช่นนี้การทำ Thermage จะได้ผลดีขึ้นไปอีกหากเราสามารถกระชับ เนื้อเยื่อในชั้นนี้เสียก่อนเหมือนกับที่เราทำการเตรียมเนื้อเยื่อในชั้นที่ ตื้นกว่า 1.5 มิลลิเมตรด้วย Fraxel Restore ซึ่งแต่ก่อนนี้เราไม่มีเทคโนโลยี แต่เมื่อมี Ulthera การใช้ Ulthera ก่อนหรือ ควบคู่กันไปกับการใช้ Thermage ในบริเวณตามภาพก็จะทำให้ผลที่เกิดจาก การร่วมกันทำงานของ Fraxel Restore Ulthera และ Thermage ได้ผลดีที่สุด
ในชีวิตจริงเราไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีทั้ง 3 ชนิด ในทุกคน เพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย

ดังนั้นการที่แพทย์สามารถจำแนกประเภทของคนไข้เสียก่อน ให้ดีแล้วเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในแต่ละรายนั้นก็จะสามารถทำให้เกิด ผลดีที่สุดในค่าใช้จ่ายที่มีเหตุผลที่สุด ยกตัวอย่างเช่น
1.    คนที่ไม่มีปัญหาเรื่อง โพรงขนหรือ Collagen รอบๆโพรงขนเลย ก็สามารถใช้ Thermage ได้เลย
2.    คนไข้ประเภทที่ 1 หากมีลักษณะผิวหย่อนคล้อยในบริเวณที่มี SMAS เพราะไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นมากก็ต้องกระชับ SMAS ด้วย Ulthera ก่อนหรือทำไปพร้อมกับ Thermage
3.    หากคนไข้มีปัญหาเรื่องรอยหลุมสิวหรือ โพรงขนกว้างซึ่งบ่งบอกการสูญเสีย Collagen รอบๆโพรงขนก็ต้องทำ Fraxel Restore เสียก่อน
4.    คนไข้ในประเภทที่ 3 นั้น หากมีลักษณะของการหย่อนคล้อยของ SMAS ก็ต้องรักษาด้วย Ulthera ควบคู่กันไปด้วย แล้วตามเก็บด้วย Thermage
5.    นอกจากนี้หากคนไข้มีปัญหาเรื่อง ผิวชราภาพจากแสงแดด การใช้ Fraxel Restore เป็นลำดับแรกก็จะให้ผลดีที่สุดก่อนเครื่องมืออื่นๆ
ที่ยกตัวอย่าง พอสังเขปนี้ไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องเป็นไปตามนี้ทุกราย เพราะไม่ใช่ว่าแพทย์ทุกท่านจะมีเทคโนโลยีที่ครบสมบูรณ์ และอีกประการหนึ่งการปรับความลึกตื้นและพลังงานของ Fraxel ก็จะมีผลต่อประสิทธิภาพและค่าใช้จ่าย การปรับจำนวนแถวของ Ulthera ก็จะมีผลต่อค่าใช้จ่ายอีกด้วย และท้ายที่สุดการลดจำนวน Shots ของ Thermage ให้เหมาะสมก็ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้
ดังนั้นถึงแม้แพทย์จะใช้ เทคโนโลยีทั้งสามชนิดกับท่าน ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเสมอไป
ยุคโฆษณาให้มาเลือกเมนูเครื่องมือต่างๆเพื่อยกกระชับหน้าและหั่น ราคาลดแลกแจกแถม คงจะค่อยๆหมดไป และมีแต่การใช้ความรู้ของแพทย์จริงๆและเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานจริงๆมาทด แทน
เส้นแบ่งระหว่างแพทย์ผิวหนังผิวพรรณกับศัลยแพทย์ตกแต่งก็เริ่ม จะเบลอขึ้นทุกที หรืออาจจะเป็นการรวมกันให้งานดีขึ้นก็ได้ ประชาชนต่างหากเป็นผู้ชนะเพราะจะได้ผลดีที่สุดจากเทคโนโลยีและความรู้เหล่า นี้


 

 
COMMENTS / ความคิดเห็น
ตอนนี้ทาานวิตามินและยารักษาผมร่วงอยู่ที่ SVJ ค่ะ อยากทราบว่ายาที่ทานจะมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ หรือต้องหยุดยาก่อนกี่เดือนถึงจะตั้งครรภ์ได้ค่ะ โดย หนึ่ง เมื่อ 2010-12-17 12:55:55

Comment ปิดอยู่ค่ะ หากต้องการแสดงความคิดเห็นกรุณา Post ได้ที่ Netanart Facebook Page


Medical Tools




การรักษา / Treatment




Articles

Contact Us




ตารางแพทย์




Products

Multimedia
Copyright © Netanart.com